เริ่มต้น

● ระบบพร้อมทำงาน

🎨 เริ่มจากชื่อสื่อ / นวัตกรรม

กรอกชื่อสื่อหรือนวัตกรรมที่มีอยู่จริง แล้วบันทึกข้อมูลเพื่อดำเนินการต่อ ระบบจะไม่เดาข้อมูลที่ครูไม่ได้ระบุ

ข้อมูลที่ห้ามให้ระบบเดา: ปัญหาจริงในห้องเรียน, จำนวนนักเรียน, คะแนนก่อน–หลัง, วันเวลา, ผลลัพธ์จริง, ชื่อผู้วิจัย/โรงเรียน และเอกสารอ้างอิง

ขั้นตอนแนะนำ

  1. เริ่มจากชื่อสื่อ/นวัตกรรม
  2. บันทึกปัญหาจริงที่ต้องการแก้
  3. กรอกข้อมูลโครงการจริง
  4. อัปโหลด PDF/E-book หลายไฟล์เป็นหลักฐาน
  5. บันทึกเครื่องมือและคะแนนจริง
  6. ตรวจข้อมูลและจัดทำรายงานจากข้อมูลที่บันทึก
  7. ตรวจความสอดคล้องก่อนส่งออก

📝 ข้อมูลโครงการ

🎯 ปัญหาจริงในชั้นเรียน

ส่วนนี้เป็น “ข้อมูลตั้งต้นสำคัญ” ระบบจะไม่สร้างปัญหา สาเหตุ หรือสมมติฐานแทนครู ข้อมูลส่วนนี้ต้องมาจากบริบทและหลักฐานจริง

กรอกข้อมูลตามข้อเท็จจริงของชั้นเรียนเท่านั้น ระบบจะไม่เติมสาเหตุ สมมติฐาน หรือผลการวิจัยที่ไม่มีหลักฐาน

🧠 สมมติฐาน

เมื่อบันทึก ระบบจะเชื่อมสมมติฐานนี้กับข้อมูลโครงการโดยอัตโนมัติ

🎨 รายละเอียดสื่อ/นวัตกรรม

หลักการของระบบ

ระบบจะไม่ตั้งชื่อเรื่องแทน ไม่เติมข้อมูลผู้เรียน ไม่สร้างคะแนน และไม่สร้างผลวิจัย หากต้องการชื่อเรื่อง ให้ครูกรอกชื่อเรื่องที่ใช้จริงในข้อมูลโครงการ

📚 คลัง PDF / E-book

เลือกได้หลายไฟล์พร้อมกัน ไฟล์จะเก็บในเบราว์เซอร์ด้วย IndexedDB เพื่อใช้เป็นหลักฐานประกอบงานนี้ และสามารถส่งให้ Gemini อ่านโดยตรงได้

โหมดประหยัด API: ระบบจะไม่ส่ง PDF ทีละหน้าและไม่ยิง AI หลายรอบ แต่จะอัปโหลดไฟล์ผ่าน Gemini Files API แล้วใช้คำขอวิเคราะห์หลักเพียง 1 ครั้งต่อการกดวิเคราะห์
PDF แต่ละไฟล์ควรไม่เกิน 50 MB ตามข้อจำกัด Files API ของ Gemini หากเป็นไฟล์สแกน ระบบจะให้ Gemini อ่านจากตัวเอกสารโดยตรง

🧰 เครื่องมือวิจัย

👨‍🎓 คะแนนรายบุคคล

กรอกข้อมูลจริงเพื่อให้ระบบคำนวณจำนวน ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และร้อยละ

📊 วิเคราะห์ข้อมูล

ผลคำนวณด้านล่างเกิดจากข้อมูลคะแนนที่ครูกรอกเท่านั้น ไม่ใช่ข้อมูลที่ระบบสมมติขึ้น

📖 ร่างโครงสร้างวิจัย 5 บท

ระบบจัดรูปแบบจากข้อมูลที่ครูบันทึกและผลวิเคราะห์จริง โดยไม่สร้างข้อเท็จจริงใหม่

ระบบจะนำเฉพาะข้อมูลที่ครูบันทึกและผลคำนวณจากข้อมูลจริงมาจัดรูปแบบ หากข้อมูลส่วนใดยังไม่มี ระบบจะแสดงว่า “ยังไม่มีข้อมูล” และจะไม่เดาแทน

🔎 วิพากษ์ / อภิปรายผล

🤖 Gemini 3.6 Flash — Free API
อัปโหลด E-book/PDF ได้หลายเล่ม แล้วให้ Gemini อ่านเอกสารจริงและเชื่อมโยงกับข้อค้นพบของงานวิจัยในคำขอเดียว เพื่อลดการยิง API และลดการใช้โควตา
ใช้ไฟล์จากคลัง PDF ที่มีอยู่แล้วได้เช่นกัน
API Key ใช้เฉพาะในเบราว์เซอร์ของคุณและไม่ถูกบันทึกลงข้อมูลโครงการ
กติกาความถูกต้อง: Gemini ห้ามแต่งชื่อผู้แต่ง ปี พ.ศ. เลขหน้า ผลวิจัย หรือข้อค้นพบ หากหลักฐานในเอกสารไม่พอ ต้องระบุว่า “หลักฐานไม่เพียงพอ” และแยกข้อมูลจากเอกสารออกจากข้อมูลจริงของครู
ยังไม่มีร่าง

✅ ตรวจความสอดคล้อง

📘 คู่มือการใช้งาน Classroom Research Studio

เป้าหมายของระบบ: ช่วยครูจัดระเบียบข้อมูลจริงของงานวิจัยในชั้นเรียนและรายงานการใช้สื่อ/นวัตกรรม แล้วเรียบเรียงให้อยู่ในรูปแบบวิชาการ โดยยึดหลักว่า ข้อมูลข้อเท็จจริงต้องมาจากครูหรือข้อมูลที่ระบบคำนวณจากข้อมูลจริงเท่านั้น

หลักสำคัญที่สุด: ระบบไม่ควรใช้แทนหลักฐานจริง ห้ามให้ระบบเดาปัญหา จำนวนผู้เรียน คะแนน วันเวลา ผลวิจัย ผู้แต่ง ปี พ.ศ. เลขหน้า หรือเอกสารอ้างอิงที่ไม่มีต้นฉบับ

1. 🚀 ขั้นตอนใช้งานตั้งแต่เริ่มจนได้รายงาน

1

เริ่มจากชื่อสื่อ / นวัตกรรม

ไปที่ เริ่มต้น แล้วกรอกชื่อสื่อหรือนวัตกรรมที่มีอยู่จริง จากนั้นกด บันทึกชื่อสื่อและไปต่อ

2

บันทึกข้อมูลโครงการจริง

กรอกชื่อโครงการ ผู้วิจัย โรงเรียน วิชา ระดับชั้น ภาคเรียน จำนวนผู้เรียน และระยะเวลา โดยใช้ข้อมูลจากงานจริงเท่านั้น

3

ระบุปัญหาจริง

เขียนสิ่งที่พบในห้องเรียน พร้อมหลักฐานและสาเหตุ/บริบทที่ครูวิเคราะห์จากข้อมูลจริง ระบบจะไม่สร้างปัญหาแทน

4

บันทึกรายละเอียดสื่อ

ระบุประเภท องค์ประกอบ หลักการ ขั้นตอนการพัฒนา วิธีใช้ ผลการใช้ และปัญหา/การปรับปรุงตามที่เกิดขึ้นจริง

5

เก็บเอกสารอ้างอิง

ไปที่ PDF / E-book แล้วเลือก PDF ได้หลายไฟล์ในครั้งเดียว ตั้งชื่อไฟล์ให้สื่อความหมายและตรวจว่าเป็นเอกสารที่มีสิทธิ์ใช้งาน

6

กรอกเครื่องมือและคะแนนจริง

เพิ่มเครื่องมือวิจัย และถ้ามีคะแนนก่อน–หลัง ให้กรอกเป็นรายบุคคล ระบบจะคำนวณสถิติจากข้อมูลที่กรอก

7

จัดทำบทที่ 1–5

เมื่อข้อมูลพร้อม กด จัดทำบทที่ 1–5 จากข้อมูลที่บันทึก ระบบจะเรียบเรียงโครงสร้างโดยไม่เติมข้อเท็จจริง

8

ให้ Gemini ช่วยวิพากษ์/อภิปราย

กรอกข้อค้นพบจริง ใส่ Gemini API Key แล้วสั่งให้ Gemini อ่าน E-book หลายเล่มและเชื่อมโยงหลักฐานกับงานวิจัย

9

ตรวจความสอดคล้องและส่งออก

ตรวจความสอดคล้องก่อน แล้วไปหน้า ส่งออก เพื่อสร้างรายงานรูปแบบวิชาการและสำรองข้อมูล JSON

2. 📝 ข้อมูลอะไรต้องกรอกเอง?

ข้อมูลใครเป็นแหล่งข้อมูลระบบทำอะไรได้
ปัญหาการเรียนรู้ครู + หลักฐานจริงเรียบเรียงภาษา ไม่สร้างปัญหาใหม่
จำนวนนักเรียนครู / บัญชีรายชื่อตรวจเทียบกับคะแนนที่กรอก
คะแนนก่อน–หลังข้อมูลจริงคำนวณ N, Mean, SD, Min–Max และความต่างค่าเฉลี่ย
ผลการใช้สื่อครู + หลักฐานจัดเรียงเป็นรายงาน
ผู้แต่ง/ปี/เลขหน้าเอกสารต้นฉบับGemini ช่วยค้นจาก PDF แต่ต้องตรวจต้นฉบับก่อนใช้
แนวคิด Evidence Mode: แยก “ข้อมูลจากครู”, “ตัวเลขที่คำนวณ”, “หลักฐานจากเอกสาร” และ “ภาษาที่ระบบเรียบเรียง” ออกจากกัน

3. 📚 การใช้ PDF / E-book

  1. เปิดหน้า PDF / E-book
  2. กดเลือกไฟล์ PDF หลายเล่มพร้อมกันได้
  3. ระบบจะเก็บไฟล์ไว้ในเบราว์เซอร์เพื่อใช้กับโครงการ
  4. ในหน้าวิพากษ์สามารถเลือก PDF เพิ่มได้อีกครั้ง
  5. เมื่อสั่ง Gemini ระบบจะใช้ไฟล์ที่อยู่ในคลังเป็นหลัก
PDF สแกน: Gemini สามารถประมวลผลเอกสาร PDF โดยมองเห็นทั้งข้อความ ตาราง แผนภาพ และองค์ประกอบเชิงภาพได้ แต่ผลการอ่านควรตรวจเทียบกับต้นฉบับ โดยเฉพาะเลขหน้า ชื่อผู้แต่ง และข้อความอ้างอิง

ตามเอกสาร Gemini Files API ปัจจุบัน PDF แต่ละไฟล์มีข้อจำกัดขนาด และไฟล์ที่อัปโหลดผ่าน Files API ถูกเก็บชั่วคราว ไม่ใช่พื้นที่เก็บถาวรของระบบ

4. 🤖 วิธีใช้ Gemini 3.6 Flash ให้คุ้มค่า

A

เตรียม API Key

สร้าง Gemini API Key จากบัญชีของคุณ แล้วนำมาใส่ในช่อง Gemini API Key เฉพาะตอนใช้งาน ไม่ควรเขียน Key ฝังไว้ในไฟล์ HTML

B

อัปโหลด E-book ก่อนวิเคราะห์

รวมเอกสารที่เกี่ยวข้องจริงไว้ในชุดเดียว เช่น ทฤษฎี งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง คู่มือ หรือเอกสารวิชาการที่ต้องการเปรียบเทียบ

C

กรอก “ข้อค้นพบจริง”

ช่องนี้สำคัญมาก เพราะ Gemini จะใช้เป็นแกนในการค้นความสัมพันธ์กับเอกสาร เช่น “ค่าเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน...” โดยต้องเป็นผลที่มีหลักฐานจริง

D

กดวิเคราะห์เพียงครั้งเดียว

ระบบออกแบบให้การวิเคราะห์ชุดเอกสารทำเป็นคำขอหลักเดียว เพื่อลดจำนวนครั้งที่ยิง API ไม่ให้ส่ง PDF ทีละหน้าแล้วเรียก AI ซ้ำหลายรอบ

หลักการประหยัดโควตา: อัปโหลดไฟล์ผ่าน Files API แยกจากคำขอวิเคราะห์ แล้วนำ URI ของไฟล์มาใช้ในการวิเคราะห์ วิธีนี้เหมาะกับเอกสารที่ต้องนำกลับมาใช้ซ้ำและช่วยลดการอัปโหลดซ้ำ/แบนด์วิดท์
Free API ไม่ได้แปลว่าไม่จำกัด: โควตาและ rate limits อาจเปลี่ยนตามโมเดลและบัญชี ดังนั้นไม่ควรกดวิเคราะห์ซ้ำหลายครั้งโดยไม่จำเป็น หากผลยังไม่สมบูรณ์ ให้ตรวจข้อมูล/เอกสารก่อนแล้วค่อยยิงใหม่

5. 📖 การจัดทำงานวิจัย 5 บท

บทระบบนำข้อมูลอะไรมาใช้ครูต้องตรวจอะไร
บทที่ 1ชื่อเรื่อง ปัญหา หลักฐาน วัตถุประสงค์ สมมติฐาน ขอบเขตตรวจว่าปัญหาและวัตถุประสงค์ตรงกับงานจริง
บทที่ 2แนวคิด ทฤษฎี และเอกสารที่ครูให้ตรวจผู้แต่ง ปี พ.ศ. และเลขหน้าจากต้นฉบับ
บทที่ 3กลุ่มเป้าหมาย เครื่องมือ วิธีดำเนินการตรวจขั้นตอน วันเวลา จำนวนครั้ง และเกณฑ์จริง
บทที่ 4ผลจากคะแนน/ข้อมูลที่กรอกตรวจตัวเลขกับข้อมูลต้นฉบับทุกครั้ง
บทที่ 5สรุปจากบทที่ 4 + การอภิปราย + ข้อเสนอแนะตรวจว่าข้อสรุปไม่เกินหลักฐาน

6. ✅ ตรวจความสอดคล้อง

ใช้หลังจากกรอกข้อมูลหลักครบแล้ว ระบบจะช่วยตรวจความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล เช่น

  • มีชื่อสื่อ/นวัตกรรมหรือไม่
  • มีปัญหาจริงหรือไม่
  • มีวัตถุประสงค์และผลการใช้หรือไม่
  • จำนวนผู้เรียนตรงกับข้อมูลคะแนนหรือไม่
  • มีเครื่องมือวิจัยหรือไม่
  • มีข้อมูลผลการวิจัยเพียงพอหรือไม่
คำเตือน: การตรวจผ่านไม่ได้แปลว่างานวิจัยถูกต้องทางวิชาการ 100% แต่เป็นการช่วยหาจุดที่ข้อมูลในระบบขัดแย้งหรือขาดหาย

7. 📤 การส่งออกผลงาน

  1. ไปที่ ส่งออก
  2. เลือกรูปแบบฟอนต์ ขนาดตัวอักษร ระยะบรรทัด และการย่อหน้า
  3. กด สร้างรายงานรูปแบบวิชาการ
  4. เปิดไฟล์ HTML ที่ได้ แล้วพิมพ์/บันทึกเป็น PDF ตามต้องการ
  5. กด JSON ข้อมูลจริง เพื่อสำรองข้อมูลโครงการ
แนะนำ: เก็บไฟล์ JSON คู่กับเอกสารต้นฉบับ คะแนน และ PDF/E-book ที่ใช้จริง เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

8. 🔐 ความปลอดภัยและจริยธรรมในการใช้ AI

  • API Key: อย่าใส่ Key ลงในโค้ดที่เผยแพร่สาธารณะ และอย่าแชร์ Key ให้ผู้อื่น
  • ข้อมูลนักเรียน: ถ้าไม่จำเป็นควรใช้รหัส/เลขที่แทนชื่อจริง และหลีกเลี่ยงข้อมูลส่วนบุคคลที่ไม่จำเป็น
  • เอกสาร: ใช้เฉพาะเอกสารที่มีสิทธิ์นำมาใช้ และอย่าเผยแพร่เอกสารที่มีข้อจำกัดด้านลิขสิทธิ์
  • AI ไม่ใช่แหล่งข้อเท็จจริง: ข้อความที่ Gemini เรียบเรียงต้องตรวจเทียบกับ PDF ต้นฉบับก่อนนำไปใส่รายงาน
  • ผลวิจัย: ห้ามแก้คะแนนหรือเลือกข้อมูลเพื่อให้ผลออกมาตามที่ต้องการ
  • การอ้างอิง: ถ้า Gemini ระบุชื่อผู้แต่ง ปี หรือเลขหน้า ให้เปิดเอกสารต้นฉบับตรวจอีกครั้งก่อนใช้ในงานวิชาการ
ห้ามทำ: นำ API Key ของตนเองไปฝังใน GitHub/Hugging Face Space แบบสาธารณะ หรือส่งข้อมูลลับของนักเรียนเข้า AI โดยไม่ผ่านนโยบายของสถานศึกษา

9. ❓ ปัญหาที่พบบ่อยและวิธีแก้

กดปุ่มแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ตรวจว่าหน้าเว็บโหลด JavaScript สำเร็จหรือไม่ และดูกรอบข้อความผิดพลาดด้านบน หากใช้ไฟล์เก่าให้ดาวน์โหลดไฟล์รุ่นล่าสุดใหม่อีกครั้ง

Gemini แจ้ง API Key ไม่ถูกต้อง

ตรวจ Key ว่าไม่มีช่องว่างด้านหน้า/ท้าย ตรวจว่า Key ยังใช้งานได้ และตรวจว่า API ที่เกี่ยวข้องเปิดใช้งานกับโปรเจกต์ของคุณแล้ว

Gemini วิเคราะห์ PDF ไม่ได้

ตรวจชนิดไฟล์ว่าเป็น PDF จริง ตรวจขนาดไฟล์ และลองใช้ PDF ที่เปิดอ่านได้ตามปกติ หากเป็นเอกสารสแกนคุณภาพต่ำ ให้ใช้ต้นฉบับที่อ่านได้ชัดกว่า

AI เขียนยาวเกินหรือสรุปกว้างเกินไป

ลดจำนวนเอกสารให้เหลือเฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องที่สุด และเขียน “ข้อค้นพบจริง” ให้เฉพาะเจาะจงขึ้น วิธีนี้ช่วยให้ AI โฟกัสได้ดีขึ้นและประหยัดการใช้ API

AI อ้างเลขหน้า/ผู้แต่งผิด

อย่านำไปใช้ทันที ให้เปิด PDF ต้นฉบับตรวจทุก citation เพราะ AI มีหน้าที่ช่วยค้นและเรียบเรียง ไม่ใช่รับรองบรรณานุกรมแทนครู

คะแนนในบทที่ 4 ไม่ตรงกับข้อมูลจริง

กลับไปหน้าข้อมูลผู้เรียน ตรวจคะแนนรายบุคคล แล้วกดวิเคราะห์ใหม่ ตรวจจำนวน N และค่าเฉลี่ยกับข้อมูลต้นฉบับอีกครั้ง

ต้องการเริ่มงานใหม่

ไปที่หน้า ส่งออก แล้วกด เริ่มโครงการใหม่ ก่อนกดควรสำรอง JSON ของงานเดิมไว้ก่อน

🧭 Checklist ก่อนส่งงาน

ตรวจรายการ
ชื่อโครงการและชื่อสื่อเป็นชื่อที่ใช้จริง
ปัญหาและหลักฐานมาจากชั้นเรียนจริง
จำนวนผู้เรียนตรงกับข้อมูลจริง
คะแนนก่อน–หลังตรงกับต้นฉบับ
เครื่องมือวิจัยตรงกับที่ใช้จริง
เอกสารอ้างอิงเปิดตรวจได้จริง
ชื่อผู้แต่ง ปี และเลขหน้าตรวจจากต้นฉบับแล้ว
ข้อสรุปไม่เกินกว่าหลักฐาน
ตรวจความสอดคล้องแล้ว
สำรอง JSON และไฟล์ต้นฉบับแล้ว

คู่มือนี้เป็นแนวทางการใช้ระบบ ไม่ใช่ข้อกำหนดของมหาวิทยาลัยหรือหน่วยงานต้นสังกัด หากมีรูปแบบ PA/วิจัยเฉพาะของหน่วยงาน ให้ตรวจข้อกำหนดล่าสุดของหน่วยงานก่อนส่ง

📤 ส่งออกผลงาน

ระบบจัดรูปแบบเอกสารตามหลักงานวิชาการสากลสำหรับภาษาไทย โดยไม่เติมข้อเท็จจริงหรือผลวิจัยที่ไม่มีข้อมูล

⚙️ รูปแบบเอกสารวิชาการ

ค่าเริ่มต้น: A4 · ซ้าย 3 ซม. · ขวา/บน/ล่าง 2.5 ซม. · จัดชิดขอบสองด้าน · หัวบทขึ้นหน้าใหม่ · มีเลขหน้าในโหมดพิมพ์ (ขึ้นกับโปรแกรม/เบราว์เซอร์)